สติสตางค์ดอทคอม
Image default
SatiNews ไลฟ์สไตล์

5 บทเรียนจากเหตุการณ์ “หนุ่มไลฟ์สด ซ้อมสาวปางตาย” ที่สังคมไม่ควรมองข้าม

จากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าช่วยสาวถูกแฟนหนุ่มซ้อมบาดเจ็บสาหัส และทำการไลฟ์สดบนเฟซบุ๊ก ซึ่งครั้งนี้นับว่ายังเคราะห์ดีที่สามารถช่วยรอดชีวิตออกมาได้

แต่เรื่องนี้ที่กลายเป็นกระแสดังบนโลกโซเชียล ก็มีประเด็นต่างๆ ให้เราได้ขบคิดอยู่เช่นกัน… และนี่คือ 5 สิ่งที่อยากให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจ

1. กระแสโซเชียลนั้นสามารถช่วยชีวิตคนได้

จากคลิปไลฟ์สด นำไปสู่การแชร์คลิปผ่านเพจดัง ประสานงานผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ สน.บึงกุ่ม สามารถเข้าไปถึงที่เกิดเหตุภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

ลองคิดดูว่าหากไม่มีการส่งต่อเรื่องราวดังกล่าวในโซเชียล เคสนี้อาจจะจบลงด้วยการที่เหยื่อฝ่ายหญิงกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ ไม่มีใครรับรู้ ไม่มีใครเข้าไปช่วย จนกระทั่งทนไม่ไหวเสียชีวิตในที่สุด

 

2. Facebook Live คือดาบสองคม

ข้อเสียหนึ่งของ Facebook Live นั่นก็คือการถูกไปใช้ในทางอนาจาร ความรุนแรงต่างๆ กระทั่งไลฟ์เพื่อฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่มาร์กพยายามแก้ไขมาโดยตลอด

แต่สุดท้ายก็ยังตามห้ามไม่ทันอยู่ดี เนื่องจากการไลฟ์ประเด็นดังกล่าวมักจะเป็นกระแสอย่างรวดเร็ว จึงทำได้เพียงไล่ลบและไล่แบนในภายหลัง

แต่ข้อดี(แม้เพียงเล็กน้อยมากๆ) ก็คือหลายครั้งมีการไลฟ์แสดงความรุนแรง การทำร้ายร่างกายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หรือกระทั่งสัตว์ จนสุดท้ายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยได้อย่างทันท่วงที

 

3. ชาวเน็ตไทยคอมเมนต์โดยไม่คิด

จากเหตุการณ์ดังกล่าว เราได้เห็นรูปแบบการคอมเมนต์ของชาวเน็ตไทยตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ จนกระทั่งมีการเข้าถึงที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่ และสุดท้ายช่วยออกมาได้ แบ่งออกเป็น

– ประเภทมีสติ คอมเมนต์พูดถึงเหตุการณ์ พิมพ์สงสารเหยื่อ ส่งต่อขอความช่วยเหลือ พยายามวิเคราะห์ว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ไหนได้บ้าง จะช่วยอย่างไร

– ประเภทขาดสติ เราจะได้เห็นคอมเมนต์ตั้งแต่ หน้าxี แอนิมอล ตะกวด หรือกระทั่งสาบแช่งการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องทำตามขั้นตอนและไม่ตรงใจไปบ้าง หรือมาเถียงกับชาวเน็ตคนอื่นๆ เพียงเพราะเขาพยายามปรามให้คอมเมนต์ด้วยสติและคิดก่อนพิมพ์

4. เจ้าหน้าที่ทำตามขั้นตอน vs ชาวเน็ตที่พิมพ์อะไรก็ได้

จากคลิปที่ถูกแชร์ต่อกันในช่วงเวลาประมาณ 17.00 จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ประสานงานกันและเข้าถึงที่เกิดเหตุในเวลาประมาณ 18.00

จนกระทั่งช่วงเวลา 19.15 สามารถช่วยออกมาได้สำเร็จ รวมเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที

ในจุดนี้มีหลายคนอธิบายว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าไปที่เกิดเหตุ พยายามจะบุกเข้าไปช่วย แต่ต้องทำตามขั้นตอนเพราะผู้ชายคนดังกล่าวบอกว่ามีอาวุธปืน ซึ่งหากผลีผลามเขาก็พร้อมจะยิงผู้หญิง ทำให้เกิดเหตุสลดขึ้นกว่านี้

แต่เราจะได้เห็นมุมมองของชาวเน็ตหลายคน กับคำพูดที่ว่า “ทำไมไม่บุกเขาไปเลย” “ทำไมชักช้า” “รออะไรอยู่ พังไปลากมันออกมากระทืบ” ซึ่งในทางปฏิบัติจริงอาจจะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่านั้น

และนั่นจึงนำไปสู่การถกเถียงของชาวเน็ตฝ่ายที่ใช้คำพูดโดยไม่สนเหตุสนผล แต่ก็มีบางส่วนที่มาห้ามปรามและพยายามพูดให้เข้าใจ

 

5. ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของปัญหา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้เห็นการไลฟ์ ถ่ายทอดความรุนแรงออกมาบนโลกโซเชียล ก่อนหน้านี้ก็เคยมีเคสที่เป็นทั้งเด็ก กระทั่งลูกแท้ๆ ของตนเอง หรือสัตว์เลี้ยง บางเคสก็ช่วยได้ทัน บางเคสช่วยไม่ทันก็กลายเป็นเรื่องสลดใจกันไป

แต่ทุกเคสที่ผ่านมา ล้วนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ “ความรุนแรงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา มีแต่จะทำให้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น” และคงต้องมีการปลูกฝังให้ทุกคนสังคมได้รับรู้ ตระหนักถึงเรื่องนี้ทุกครั้งที่จะขาดสติทำรุนแรง

เพราะผลที่ตามมามันไม่ใช่เรื่องดีสักครั้งจริงๆ

แถม… หลังจากนี้เราจะได้เห็นอะไร!?

จากข่าวที่เกิดขึ้นยังมีความสับสน แม้หลายคนจะไปขุดประวัติมาว่าผู้ชายคนดังกล่าวเป็นใคร (ซึ่งก็โดนชาวเน็ตรุมประนามทั้งบนโกลออนไลน์ รวมถึงบางส่วนมีการนัดแนะจะไปเจอในโลกแห่งความจริง -*-)

เราอาจจะได้เห็นข่าวจากบางเพจ ที่ขุดข้อมูลมาว่าทั้งสองมีปัญหาอะไร หรือผู้หญิงคือใคร ญาติเธอเป็นใคร พ่อแม่พี่น้องลุงป้านาอาเธอคือใคร (ตามประสาเพจข่าวที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องความเป็นส่วนตัวของคนในข่าว)

เพราะฉะนั้นในข้อสุดท้ายนี้จึงอยากจะเตือนขอให้ทุกคนจงรับข่าวอย่างมีสติ ไม่หลงเชื่อตามอะไรที่แชร์ต่อกันมาแบบไม่สมเหตุสมผล

มิฉะนั้นคุณอาจจะกลายเป็น “เหยื่อ” ของกระบวนการทำข่าวปลอมและปั่นกระแสเสียเอง…

 

ขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่าน จากทีมงาน สติสตางค์ดอทคอม

Related Articles

Leave a Comment